Master of Arts in Political Economy

(หลักสูตรปรับปรุงใหม่ พ.ศ. 2549)

ชื่อหลักสูตร หลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์การเมือง

Master of Arts in Political Economy

ชื่อปริญญา ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (ศศ.ม.)

Master of Arts (M.A.)

หลักการและเหตุผล
โลกยุคไร้พรมแดนที่ข้อมูลข่าวสารด้านต่างๆ ไหลผ่านถึงกันได้รวดเร็ว ทำให้ปัญหา และ เหตุการณ์ต่างๆ ส่งผลกระทบถึงกันอย่างต่อเนื่อง ไม่ขาดสาย ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ต่างก็เป็นเหตุ และปัจจัย ให้เกิดผลต่างๆ ซึ่งกันและกัน ดังนั้นผลหนึ่งๆ หรือสถานการณ์หนึ่งๆ ทางสังคม มักจะมาจากเหตุและปัจจัยจากหลายๆ ด้าน การเมือง อาจเป็นเหตุและปัจจัยให้เกิดผลทางเศรษฐกิจ เศรษฐกิจก็อาจเป็นเหตุและปัจจัย ให้เกิดผล ทางการเมือง สังคมและวัฒนธรรม ก็เป็นเหตุและปัจจัย ให้เกิดผลทางการเมืองและเศรษฐกิจได้ การเมือง และเศรษฐกิจ ก็สามารถเป็นเหตุและปัจจัย ให้เกิด ผลทางสังคมและวัฒนธรรมได้

ดังนั้นนับวันความรู้และความเข้าใจเชิงบูรณาการยิ่งมีความจำเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ องค์ความรู้ ด้านเศรษฐศาสตร์การเมือง ที่มีกรอบการคิด และ การวิเคราะห์ ไม่แยกส่วนเศรษฐกิจกับการเมือง

และยังให้ความสำคัญต่อปัจจัยทางสังคม วัฒนธรรม และอุดมการณ์ การคิดและการวิเคราะห์ แนว เศรษฐศาสตร์การเมืองจึงเป็นการคิดและวิเคราะห์ เชิงบูรณาการ ที่ผสมผสานปัจจัยทางเศรษฐกิจ-สังคม-การเมืองคลุกเคล้าเข้าด้วยกัน
เศรษฐศาสตร์การเมือง ไม่จำเป็นต้องหมายถึง “เศรษฐศาสตร์มาร์กซิสต์“ (Marxist Economics) ตามที่บางคนเข้าใจ แต่เศรษฐศาสตร์มาร์กซิสต์ เป็นสาขาหนึ่งของเศรษฐศาสตร์การเมืองแน่นอน เนื่องจากวิชาการเศรษฐศาสตร์การเมือง (Political Economy) เกิดขึ้นก่อนเศรษฐศาสตร์มาร์กซิสต์ โดยเฉพาะงานของ อดัม สมิธ (Adam Smith) ที่รู้จักกันทั่วไปคือ Wealth of the Nations คือหนังสือเศรษฐศาสตร์การเมืองที่ถูกถือเป็นต้นธาร ของวิชาการเศรษฐศาสตร์ ทั้งเศรษฐศาสตร์คลาสสิค (Classic Economics) เศรษฐศาสตร์มาร์กซิสต์ และเศรษฐศาสตร์นีโอคลาสสิค (Neo-classic Economics) หลักสูตรเศรษฐศาสตร์การเมืองจึงต้องการเปิดมุมมองการวิเคราะห์ที่รอบด้าน ครอบคลุมองค์ความรู้ของทั้งสามกระแส ที่กล่าวมา
อีกประการหนึ่งเศรษฐศาสตร์การเมืองให้ความสำคัญ เป็นพิเศษกับแนวทางการศึกษาแบบประวัติศาสตร์ คือในเมื่อความเป็นจริงของสังคมและวัฒนธรรมมนุษย์คือการเปลี่ยนแปลง การศึกษาที่จะเข้าถึงความเป็นจริงได้ก็จะต้องเน้นศึกษาที่กระบวนการ ที่มีการเปลี่ยนแปลงนั้น คือศึกษาแบบประวัติศาสตร์ นอกจากนั้นการศึกษาแบบประวัติศาสตร์ ยังทำให้ผู้ที่ศึกษามีความหวังด้วยว่า เป็นไปได้ที่สังคมของเราจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ปรากฏการณ์ที่เราศึกษาสังคมที่เราศึกษาไม่จำเป็นจะต้องคงอยู่ มีลักษณะความสัมพันธ์ในสังคมแบบที่เราเห็นอยู่ขณะนี้ตลอดไป สังคมและวัฒนธรรมเปลี่ยนแปลงได้ และเราสามารถมีส่วนช่วยผลักดัน สังคมไปในทางที่เราพึงปรารถนาได้ ทำให้การศึกษาสังคมมีความหมาย และมีผลต่อการสร้างสังคมอนาคตที่พึงปรารถนา
หลักสูตรเศรษฐศาสตร์การเมืองจึงต้องการสร้างสรรค์และพัฒนาองค์ความรู้เชิงบูรณาการ (integrated body of knowledge) เพื่อให้ สามารถชี้นำทางวิชาการเศรษฐศาสตร์การเมืองแก่ทุกกลุ่มคนและชนชั้นในสังคมได้
พันธกิจหลักของหลักสูตรนี้คือ การผลิตนักคิด นักวิเคราะห์ หรือนักยุทธศาสตร์ความคิด (strategic thinker) ที่มีความคิดเชิงกลยุทธ (strategic thinking) ที่เข้าใจภาพองค์รวมต่างๆ ของสังคม (holistic view) แต่สามารถวิเคราะห์ปัญหาเฉพาะส่วนได้อย่างลุ่มลึก
ในหลักสูตรนี้จึงบังคับให้ผู้ศึกษาทุกคน “ต้องเขียนวิทยานิพนธ์” (Thesis) หรือวิจัยนิพนธ์ (Research Paper) และเข้มงวดกับวิทยานิพนธ์และวิจัยนิพนธ์เป็นพิเศษ โดยคาดหวังให้ผู้จบหลักสูตรนี้สามารถวิเคราะห์และสังเคราะห์ปัญหาทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม เพื่อเสนอความคิดเชิงนโยบายและความคิดเชิงกลยุทธในการแก้ปัญหา
ที่ผ่านมาแม้ว่าจะมีสาขาเศรษฐศาสตร์การเมืองในหลักสูตรปริญญาโทเศรษฐศาสตร์ภาคปกติ แต่โดยเนื้อหาของหลักสูตรที่เน้นหนักไป ทาง เศรษฐศาสตร์กระแสหลัก ไม่เปิดกว้างพอที่จะทำให้ผู้สำเร็จการศึกษาจากสาขาอื่นๆ เข้าศึกษาในหลักสูตรปริญญาโทภาคปกติได้ ดังนั้นหลักสูตรภาคพิเศษ ยังคงรักษาโครงสร้างรายวิชาเหมือนภาคปกติ แต่ลดเนื้อหาเศรษฐศาสตร์กระแสหลักลงบ้าง เพิ่มเนื้อหาด้านเศรษฐศาสตร์การเมืองให้มากขึ้น เพื่อให้ เหมาะ กับผู้เข้าเรียนที่มีพื้นฐานการศึกษาหลากหลายสาขา และทำให้องค์ความรู้มีลักษณะเป็นสหวิชาการมากขึ้น แทนที่จะเน้นความรู้เฉพาะด้าน เศรษฐศาสตร์เพียงด้านเดียว เนื้อหาลักษณะนี้จึงเปิดกว้างพอที่จะทำให้ผู้ที่มีพื้นฐานการศึกษาจากสาขาอื่นๆ (นอกจากเศรษฐศาสตร์) สามารถสมัครเข้ามา ศึกษาในหลักสูตรนี้ได้สะดวกขึ้น
หลักสูตรนี้เป็นการพัฒนาหลักสูตรเพื่อสร้างความชำนาญในสาขาวิชาเศรษฐศาสตร์การเมือง โดยเน้นความต้องการของผู้ทำงานด้านนี้ที่จะพัฒนา ความรู้ทางทฤษฎี วิสัยทัศน์ และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ซึ่งกันและกัน โดยจัดการเรียนการสอนเป็นภาษาไทยนอกเวลาราชการ เพื่อเปิดโอกาสให้บุคคล ในสาขาวิชาชีพต่างๆ ทั้งหน่วยงานของรัฐและเอกชนสามารถเข้าเรียนได้ และเป็นการส่งเสริมการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีความสามารถในการ ประสานทฤษฎีความคิด และการวิเคราะห์กับประสบการณ์และการปฏิบัติไปพร้อมๆ กัน
วัตถุประสงค์ของหลักสูตร

1. วัตถุประสงค์ของหลักสูตรเดิม

1.1 ผลิตมหาบัณฑิตที่สามารถประยุกต์ใช้หลักการเศรษฐศาสตร์การเมืองที่เป็น นักยุทธศาสตร์ความคิด มีความคิดเชิงกลยุทธในทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม และสังคม
1.2 สร้างองค์ความรู้ทางเศรษฐศาสตร์การเมืองเพื่อพัฒนาการเรียนการสอน การกำหนดนโยบาย การวางแผน และการพัฒนาทางวิชาการของมหาวิทยาลัยให้มีความเป็นเลิศทางวิชาการ

2. วัตถุประสงค์ของหลักสูตรปรับปรุง

ยังคงมีวัตถุประสงค์เหมือนข้อ 1 แต่ปรับให้สอดคล้อง กับนิสิตที่สมัครเข้าเรียนในหลักสูตรนี้ ซึ่งส่วนใหญ่จะมาจากภาคธุรกิจ และภาคราชการระดับบริหารและภาคท้องถิ่น จึงเน้นการผลิตบัณฑิตที่มียุทธศาสตร์ความคิด (strategic thinker) ที่มีความเข้าใจปัญหาและข้อเท็จจริงเชิงบูรณาการ และเท่าทันกระแสโลกาภิวัฒน์ ขณะเดียวกันก็เป็นชนชั้นกลางหรือผู้นำที่ซึมซับและมีจุดยืนอยู่กับประชาชนและชุมชน เพื่อให้บัณฑิตเหล่านี้เป็นนักคิดและผู้ตัดสินใจ (decision maker) ที่มีความรอบด้าน ถูกต้อง และแม่นยำ เหมาะที่จะเป็นปัญญาชนนักคิดฝ่ายประชาชน (organic intellectural) และเป็นนักบริหารหรือผู้ประสานงานที่ดี มีประสิทธิภาพ

3. ภาวะความต้องการบัณฑิต

3.1 ช่วงปี 2546-2547 เป็นต้นมา มีการเปิดหลักสูตรเศรษฐศาสตร์การเมืองในหลายสถาบัน เพื่อผลิตบัณฑิตไปทำงานด้านสื่อ งานวิจัย งานด้านการศึกษาและวัฒนธรรม NGOs บุคลากรพรรคการเมือง รัฐสภา ผู้ช่วย ส.ส. และบุคลากรการเมืองท้องถิ่น ในภาวะเช่นนี้หลักสูตรเศรษฐศาสตร์การเมือง คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ ได้กำหนดสถานะตนเอง ให้เป็นผู้ผลิตบัณฑิตเพื่อสนองความต้องการของสถาบันการศึกษาในภูมิภาคและสถาบันอื่น ๆ ในสังคม
3.2 ในวงการธุรกิจปัจจุบัน การตัดสินใจเชิงนโยบาย จะต้องมีความเข้าใจต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก และสังคมในประเทศ องค์ความรู้ทางเศรษฐศาสตร์การเมืองได้พิสูจน์ให้เห็นว่า เหมาะสมที่จะนำไปใช้วิเคราะห์สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจการเมืองที่มีผลกระทบต่อธุรกิจและเศรษฐกิจโดยรวม เพราะฉะนั้นงาน ระดับนโยบายและการวางแผนมีความต้องการบัณฑิตเศรษฐศาสตร์การเมือง
3.3 ในวงการสื่อ ต้องการบุคลากรที่มีความรู้ความเข้าใจ ด้านเศรษฐกิจ-การเมือง และสังคมแบบองค์รวมหรือแบบบูรณาการ แต่คนทำสื่อปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นบัณฑิตที่จบการศึกษาเฉพาะด้าน บัณฑิตเศรษฐศาสตร์การเมืองจึงเป็นที่ต้องการของสื่อ ขณะนี้ก็มีคนทำสื่อจำนวนหนึ่งที่เข้ามาเรียนในหลักสูตรเศรษฐศาสตร์การเมือง
 
ระบบการศึกษา
 
ใช้ระบบการศึกษาแบบหน่วยกิต เป็นแบบทวิภาค ปีการศึกษาหนึ่งๆ แบ่งออกเป็น 2 ภาคการศึกษา คือ ภาคการศึกษาต้น และภาคการศึกษา ภาคปลาย และอาจมีภาคฤดูร้อนต่อจากภาคการศึกษาปลายอีกหนึ่งภาคก็ได้ ภาคการศึกษาหนึ่งๆ มีระยะเวลาไม่น้อยกว่า 15 สัปดาห์ ส่วนภาคฤดูร้อนมีระยะเวลา การศึกษาประมาณ 6-8 สัปดาห์
 
 
ระยะเวลาการศึกษา
 
ไม่เกิน 4 ปีการศึกษา นับจากภาคการศึกษาแรกที่รับเข้าศึกษาในหลักสูตร
 
Click here to get additional information โครงสร้างหลักสูตร และ อาจารย์ผู้สอน
 
 
การลงทะเบียนเรียน
 
ไม่น้อยกว่า 9 หน่วยกิต และไม่เกิน 15 หน่วยกิตในแต่ละภาคการศึกษา ส่วนในภาคฤดูร้อนไม่เกิน 6 หน่วยกิต
 
 
การวัดผลและการสำเร็จการศึกษา
 
การประเมินผลรายวิชาใช้สัญลักษณ์ A, B+, B, C+, C, D+, D และ F ส่วนวิทยานิพนธ์ใช้ ดีมาก ดี ผ่าน และตก
 
การคัดเลือกผู้เข้าศึกษา
 
เป็นไปตามคู่มือการรับสมัครเข้าศึกษาในบัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งจะประกาศให้ทราบเป็นปีๆ ไป
 
ประกาศ
ประกาศรับสมัคร เข้าศึกษาหลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์การเมือง ภาคปลาย ปีการศึกษา 2560
 
รายละเอียดการรับสมัคร
 
ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 8 ตุลาคม 2560
จันทร์-ศุกร์ เวลา 9.00 - 18.00 น.
วันเสาร์และอาทิตย์ (เฉพาะวันที่ 7-8 ตุลาคม 2560) เวลา 09.00-17.00 น.
สอบถามรายละเอียดได้ที่ 02 - 2186223
 
ใบรับสมัค
ใบสมัครแผนการศึกษา ก (วิทยานิพนธ์ Thesis)
ใบสมัครแผนการศึกษา ข (วิจัยนิพนธ์ IS)
สำนักงานหลักสูตรและบุคคลติดต่อ
 
หลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์การเมือง
คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ชั้น 3 ห้อง 316)
254 ถนนพญาไท แขวงวังใหม่
เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330

Tel. 0-2218-6223 Fax. 0-2218-6212

E-mail: polec@chula.ac.th

E-mail: poleconchula@Gmail.com